..........ถึงแม้จะใช้ชีวิตท่ามกลางเมืองฟ้าอมรแห่งนี้มาแทบจะตลอดทั้งชีวิต ก็ไม่อาจจะทำความคุ้นชินกับสภาพจราจรที่ภาวะปกติคืออาการโคม่า สำหรับปุถุชนคนธรรมดาที่ยังต้องอาศัยการเดินทางผ่านระบบขนส่งมวลชน เวลาในแต่ละวันแทบจะหายไปครึ่งหนึ่งกับการนั่งแกร่วบนรถท่ามกลางแถวยาวเหยียดอันเกิดจากกล่องเหล็กติดล้อนับหมื่นพันที่เบียดเสียดกันบนทางแคบ ๆ
 
..........ฉันกระโดดจับรถปอ.พ.๑๐ อันแสนสบายจากแยกอโศก-เพชรบุรีกลางฟ้าที่ครึ้มหม่น ณ เวลาบ่ายสามสี่สิบห้า เดินทางมาถึงเดอะมอลล์บางแคเมื่อเวลาหกโมงครึ่ง ใช้เวลาทั้งสิ้น ๒ ชั่วโมง ๔๕ นาที
 
..........การเดินทาง ๒ ชั่วโมง ๔๕ นาที นี่มันพอดีกับการนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปฮ่องกงกันเลยทีเดียว แย่กว่าตรงที่บนรถนั้นไม่มีห้องน้ำ และไม่มีพนักงานต้อนรับที่จะมาเสริฟอาหาร และน้ำให้ทานกัน แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีหน่อย อย่างน้อยอุบัติเหตุบนท้องถนนก็มีโอกาสรอดตายมากกว่าบนเครื่องบิน
 
..........บนรถปอ.พ.แสนสบาย ฉันทั้งฟังเพลง ทั้งสัปหงก และจนกระทั่งตั้งหน้าตั้งตาหลับจริง ๆ จัง ๆ ไปแล้วตื่นหนึ่ง ก็ยังไม่อาจพ้นแยกประตูน้ำไปได้ ฉันพยายามข่มตาลงหวังให้การหลับไหลจะช่วยย่นเวลาในการเดินทางลงมาบ้าง (หรืออย่างน้อยก็เท่าที่สติจะรับรู้ได้ถึงเวลา) แต่ไม่นานสมองที่ตื่นตัวเต็มที่จากการพักผ่อนก็ปลุกให้ฉันตระหนักได้ว่ารถเพิ่งพามาได้ถึงแค่เพียงสะพานผ่านฟ้าฯ
 
..........อีกปัจจัยที่ช่วยปลุกให้ตื่นเร็วขึ้นคือกล้ามเนื้อ (หรือไขมันก็ตามที) บริเวณแก้มก้นทั้งสองข้างร้องอุทรณ์อย่างสุดทน "พอกันทีสำหรับการยกน้ำหนักทำลายสถิติ!" มันร้องอย่างเสียสติ ฉันจึงต้องขยับพลิกตัวไปมาเพื่อแสดงให้แก้มก้นทั้งสองข้างเห็นว่าฉันเองก็ใส่ใจมันไม่น้อย เมื่อจัดที่ทางจนบั้นท้าย และฉันต่างพึงใจแล้ว ก็ได้เวลาที่จะหาความสำราญรูปแบบใหม่
 
..........ฉันชอบที่จะมองออกไปนอกหน้าต่างสังเกตสิ่งต่าง ๆ ภายนอก อาคารบ้านเรือน ผู้คน ต้นไม้ รถราบนท้องถนน ทั้งหมดสามารถสร้างความเพลิดเพลินแก่ฉันได้ทั้งนั้น ป้ายประกาศโฆษณาที่บางครั้งก็ใช้คำตลก ๆ รูปแปลก ๆ สายไฟที่ระโยงระยางพาดพิงกันไปมาจนน่าแปลกใจว่าทำไมมันถึงไม่ลัดวงจรเสียที รถบนท้องถนนที่มักจะมีแถวของรถเกินกว่าจำนวนลู่เลนหนึ่งแถวเสมอ หรือหากจะพูดกันจริง ๆ การลากเส้นเรียงแถวรถบนถนนก็เป็นกิจกรรมอันท้าทายอย่างหนึ่ง หากคุณพยายามมองให้ออกว่าถนนมีกี่เลนโดยอาศัยการมองแถวของรถก็ไม่ต่างไปจากการมองหางเปียที่ถักไว้อย่างลวก ๆ มันพาดทับกันไปมาจนคุณต้องหลง และย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่เสมอแน่ ฉันรับรอง
 
..........มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งจนบัดนี้ฉันก็ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เลย นั่นคือทุกครั้งที่ฉันนั่งรถผ่านถนนเพชรบุรี บริเวณที่ว่างรกร้างเยื้องจากฝั่งตรงข้ามการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีแทงก์น้ำทรงกลมสีเหลืองสดอันหนึ่งตั้งอยู่ มันสะดุดตาฉันด้วยเหตุที่ว่ามีมือดีมาวาดลวดลาย Graffiti ลงบนแทงก์นั้น และวาดออกมาได้สวยมากเสียด้วย เปลี่ยนให้แทงก์สีเหลืองธรรมดากลายเป็นสัตว์ประหลาดตัวกลมดิกที่กำลังคายโคลนออกจากปากด้วยสีหน้าดุดัน ฉันว่ามันน่ารักมาก และคนที่วาดมันก็เก่งมากทีเดียว ทั้งจินตนาการ และฝีไม้ลายมือ
 
..........ฉันนั่งรถผ่านมันนับครั้งไม่ถ้วน กว่าสองปีที่ฉันจะกล่าวทักทายในใจให้แก่สัตว์ประหลาดตัวสีเหลืองตัวนี้ ทุกครั้งที่ฉันเห็นมันก็อดยิ้มไม่ได้ และสัญญากับตัวเองว่าจะต้องหาโอกาสลงไปถ่ายรูปคู่กับเพื่อนตัวเหลืองนี้สักครั้ง จนกระทั่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา...
 
..........ก็เหมือนกับทุกครั้ง ฉันเฝ้ารอที่จะได้พบหน้าสัตว์ประหลาดที่ฉันลอบคบเป็นเพื่อนอย่างลับ ๆ พร้อมกับกระซิบคำทักทายในใจ ทว่าใจของฉันก็ราวกับลอยหายไปตามลมเมื่อพบว่าเจ้าตัวเหลืองไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไป ฉันกวาดสายตาหาไปทั่วพยายามมองว่าเพื่อนของฉันตัวนี้เดินหนีไปไหนหรือเปล่า แต่ก็ไม่พบ
 
ไปอยู่ที่ไหนกันนะ
 
คงจะมีใครสักคนพาเธอไป อาจจะเป็นเจ้าของของเธอ
 
เขาจะใช้เธออย่างคุ้มค่าหรือเปล่า
 
..........ฉันคิดไปต่าง ๆ นานา และคิดถึงเพื่อนตัวนี้สุดใจ ไม่นานความเสียใจก็เข้ามา
 
ทำไมถึงไม่ลงไปถ่ายรูป
 
ทำไมถึงไม่ลงไปทักทายนะ ทั้ง ๆ ที่เจอกันมาตั้งสองปี
 
..........ฉันได้แต่โทษตัวเอง จนบัดนี้ทุกครั้งที่นั่งรถผ่านที่ที่มันเคยตั้งอยู่ ฉันก็ได้แต่คิดถึงวันเก่า ๆ ที่เราเคยส่งสายตาทักทายกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนตัวเหลืองของฉันตัวนี้คงจะกำลังทำหน้าที่แทงก์น้ำอย่างขมีขมันอยู่ ณ ที่ใดสักแห่ง
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เมื่อราวๆ ๔ ปีก่อน ต้องเดินทางสายนั้นเป๊ะๆ ทุกวันเลยค่ะ เช้าเย็น คอนเฟิร์มว่า วันหนึ่งๆ เวลาหายไปบนท้องท้องถนน ๕-๖ ชั่วโมงจริง

#3 By แอ้ on 2011-06-26 11:07

นั่งรถเมล์นานขนาดนั้น ทรมานน่าดูเลยนะคะเนี่ย sad smile
ส่วนเจ้าตัวเหลืองที่พูดถึง ไม่เคยเห็นอ่ะค่ะ แบบว่าไม่ค่อยผ่านแถวนั้นเท่าไหร่ sad smile

#2 By Aoy+ on 2011-06-26 00:17

อิอิ

#1 By D û D e ` z on 2011-06-24 16:46